วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผลวิจัยชี้ “ความขี้เกียจ“อยู่ใน“ยีน“


ผลงานวิจัยล่าสุดของทีมศึกษาวิจัยจากคอลเลจ ออฟ เวเทอรินารี เมดิซีน แห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐอเมริกา อาจช่วยอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใด คนบางคนถึงมีความกระตือรือร้นในทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงกันข้ามกับอีกบางคนที่เฉื่อย เนือย ขี้เกียจไปเสียทุกอย่างตลอดเวลา
นักวิทยาศาสตร์ทีมนี้ ศึกษาวิจัยโดยใช้วิธีการทดลองและจดบันทึกจากหนูทดลอง ด้วยการนำหนูจำนวนหนึ่งมาปล่อยไว้ในกรงที่มีกงล้อหรือจักรไว้ให้มันวิ่งออกกำลังอยู่ด้วย จากนั้นก็บันทึกระยะเวลาที่หนูแต่ละตัวใช้ในการวิ่งกับกงล้อในช่วงระยะเวลา 6 วัน แล้วนำเอาหนูที่ "ขยัน" ที่สุด คือที่ใช้เวลาวิ่งบนกงล้อนานที่สุด 26 ตัว มาจับคู่ผสมพันธุ์กัน ในเวลาเดียวกันก็นำหนูที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการวิ่งกงล้อ 26 ตัวมาจับคู่ผสมพันธุ์กันเอง ทำซ้ำเช่นนี้เพื่อการคัดสายพันธุ์ต่อเนื่องตลอด 10 เจเนอเรชั่นของหนู แล้วนำเอาหนูที่ได้มาทดลองวิ่งกงล้ออีกครั้ง ทีมวิจัยพบว่า หนูในสายพันธุ์ "ขยัน" วิ่งกงล้อมากกว่าหนูในสายพันธุ์ "ขี้เกียจ" มากถึง 10 เท่า
ทีมวิจัยพยายามหาเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างดังกล่าว โดยการเปรียบเทียบ "ไมโตคอนเดรีย" หรือ โครงสร้างสำหรับสร้างพลังงานของเซลล์ในเซลล์กล้ามเนื้อของหนูทั้งสองสายพันธุ์ โดยใช้การเปรียบเทียบคุณลักษณะทั้งในเชิงกายภาพและในทางพันธุกรรม
ไมเคิล โรเบิร์ตส์ หนึ่งในทีมวิจัย พบว่ามีความแตกต่างกันน้อยมากในแง่ขององค์ประกอบทางร่างกายของหนูสองสายพันธุ์ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับความแตกต่างของไมโตคอนเดรีย แต่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างหนูทั้งสองสายพันธุ์ก็คือ ความแตกต่างของยีนซึ่งเป็นคุณลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อตรวจสอบรหัสพันธุกรรมในส่วนของสมอง พบว่าในบรรดากว่า 17,000 ยีนของสมองส่วนหนึ่ง มียีนมากถึง 36 ตัว ที่เชื่อว่าเป็นตัวกำหนดแรงกระจูงใจในการทำกิจกรรมของร่างกายไว้ล่วงหน้า
ผลการวิจัยดังกล่าวนี้สอดคล้องกับงานวิจัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ของ ดร.เกรกอรี สไตน์เบิร์ก ของมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ ซึ่งค้นพบยีน 2 ตัวของหนูทดลองที่เมื่อปิดการทำงานของมันไป หนูที่กระตือรือร้นจะกลายเป็นหนูขี้เกียจไปในทันที
ทีมวิจัยของไมเคิล โรเบิร์ต เตรียมศึกษาวิจัยต่อเพื่อจำแนกให้ได้ว่า ยีนตัวใดที่เป็นตัวกำหนดแรงจูงใจให้หนูออกกำลัง (ด้วยการวิ่งวงล้อ) หลังจากนั้นจะนำผลการศึกษาในหนูไปเทียบเคียงกับผลการศึกษาในมนุษย์ต่อไป ภายใต้สมมติฐานที่ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่มนุษย์เราเองก็มียีนที่เป็นตัวกำหนดความขี้เกียจไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และหากเป็นเช่นนั้นจริงและทีมวิจัยสามารถจำแนกยีนขยัน ยีนขี้เกียจในมนุษย์ได้ ก็จะสามารถนำมาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพหลายๆ อย่างของคนเราได้ อย่างเช่น ภาวะโรคอ้วน จากการไม่ออกกำลังกาย, โรคที่ก่อให้เกิดปัญหากับการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในเด็กๆ เป็นต้น
ขอคุณข้อมูลจาก matichonOnline

เทคนิคการเพิ่มความสูงด้วยวิธีธรรมชาติ


สำหรับเทคนิคการเพิ่มความสูงด้วยวิธีธรรมชาติโดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และแพทย์ทางเลือกนั้น นพ.จักรกฤษณ์ เผยว่า มีอยู่ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ
        - การปรับโครงสร้างร่างกาย โดยศาสตร์การแพทย์แบบไคโรแพรคติก ซึ่งเป็นการปรับ และจัดกระดูกสันหลังให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกที่ถูกทาง เพื่อให้การทำงานของระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อองค์รวม เมื่อทุกเซลล์ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ร่างกายก็จะเกิดการพัฒนา และเจริญเติบโตขึ้น โดยเฉพาะการปรับแนวกระดูกสันหลัง ปกติแล้วกระดูกสันหลังของคนมี 24 ข้อในจำนวน 33 ข้อ ที่ไม่เคยปิดเชื่อมเข้าด้วยกัน โดยการทำให้ข้อกระดูกอ่อน (Cartilaginous Pads) หรือที่เรียกว่า Disc หนาขึ้น จากการกระตุ้นของ Growth Hormone ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงการกระตุ้นสารของเหลวของหมอนรองกระดูกให้เพิ่มขึ้น และเมื่อทำให้หมอนรองกระดูกในแต่ละข้อกระดูกหนาขึ้น ก็จะทำให้กระดูกสันหลังยาวขึ้นประมาณ 6-7 เซนติเมตรเลยทีเดียว
ออกกำลังกายกระตุ้นในแนวดิ่งด้วย “แทรมโพลีน”
        - การออกกำลังกาย จะใช้เทคนิคการออกกำลังกายกระตุ้นในแนวดิ่ง โดยใช้แทรมโพลีน (Trampoline) ซึ่งจากการอ้างอิงขององค์การนาซ่า (NASA) ระบุว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด เพราะถือเป็นการออกกำลังกายของเซลล์ในทุกส่วนของร่างกาย เพียงแค่วันละ 20 นาที ซึ่งการออกกำลังกายจากการกระโดดบนแทรมโพลีนจะช่วยยืดกล้ามเนื้อที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มความสูง (Proper Stretching and Exercising Techniques) เพราะจะทำให้กระดูกหนาและแข็งแรงขึ้นจากการกระตุ้นการหลั่งสาร Growth Hormone ทำให้ความหนาที่เพิ่มขึ้นของกระดูกขาจะช่วยเพิ่มความสูงได้อย่างน้อย 2.5 เซนติเมตร ซึ่งถ้าหากออกกำลังกายอย่างถูกต้อง และเหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มความสูงได้มากถึง 5 เซนติเมตร
        - ด้านโภชนาการ ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะการเลือกรับประทานอาหารโดยเฉพาะสารอาหารที่สำคัญ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายสามารถพัฒนาและเพิ่มความสูงขึ้นได้ และเทคนิคในการเพิ่มความสูงแบบสถาบันดีสปายน์ พัฒนาโครงสร้างร่างกาย จะลงลึกไปถึงการรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามกรุ๊ปเลือด เช่น บางคนกรุ๊ปเลือด เอ และ โอ จะดื่มไม่ค่อยได้ มักจะท้องเสีย การเพิ่มความสูงด้วยการดื่มนมอาจจะไม่ได้ผล ดังนั้นจึงต้องเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกาย และให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของแต่ละคน เพราะสารอาหารเหล่านี้จะไปช่วยกระตุ้นให้ต่อมพิทูอิทารีผลิต Growth Hormone ที่จำเป็นต่อการเพิ่มความสูง
        - การนอนหลับ โดยในช่วง 5 ทุ่มถึง ตี 2 เป็นช่วงเวลาที่ต่อมพิทูอาทารีใต้สมองจะผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone จะหลั่งออกมาในช่วงนี้ ถ้าหากนอนดึก เวลาเที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสอง หรือวัยรุ่นส่วนใหญ่เที่ยวกลางคืนนอนเช้า ฮอร์โมนก็จะไม่หลั่งออกมา ทำให้ร่างกายโดยเฉพาะความสูงไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นควรเข้านอนประมาณสามทุ่มหรือสี่ทุ่ม และตื่นประมาณตีห้าหรือหกโมงเช้า จะทำให้ร่างกายสดชื่น และเจริญเติบโตขึ้น
        บ้านไหนที่อยากบอกลาความเตี้ย สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปฏิบัติได้ เพราะบางคนหรือบางอาชีพถ้าส่วนสูงขาดไปแค่เซนติเมตรเดียวก็อาจทำให้หมดสิทธิ์ หรือพลาดโอกาสไปได้ สามารถขอคำปรึกษา และข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการเพิ่มความสูงได้ที่สถาบันดีสปายน์พัฒนาโครงสร้างร่างกาย
อ้างอิง : Manager Online

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บริโภคไข่แดงเกินขนาด เสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงแข็ง


แน่นอนว่าไข่แดงมีคุณค่าทางอาหารสูง มันมีโคลีนช่วยพัฒนาสมอง ทำให้ความจำดี และป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างลูทีน ที่ช่วยป้องกันรังสีที่จะมาทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อตา
แต่คุณรู้ไหมครับว่า ไข่แดจะมีอันตรายอยู่ด้วย ตามข้อมูลความรู้จากวารสารทางวิชาการ ‘โรคหลอดเลือดแดงแข็ง’ จากการศึกษาของ ดร. เดวิด สเปนซ์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ประเทศแคนาดา ที่ลงมือศึกษาคนไข้ชาวแคนาดาอายุเฉลี่ย 61.5 ปี ไม่ต่ำกว่า 1,200 ราย
พบว่าหากกินไข่แดงมากๆ อาจจะทำให้เป็นอันตราย ไม่แพ้กับการสูบบุหรี่เป็นประจำ เพราะคราบไขมันจะจับผนังหลอดเลือด โดยเฉพาะตั้งแต่เรามีอายุย่างเข้า 40 ปี ซึ่งการสะสมดังกล่าวจะนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) สำหรับคนหนุ่มสาวที่ยังไม่ถึง 40 ปี และคิดว่าชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล ตอนนี้ยังกินอะไรก็ได้ เราต้องขอเตือนแบบออกตัวแรงๆ ว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจไปครับ ควรปรับ พฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้

10 วิธีคลายเครียดจากการทำงาน


10 วิธีคลายเครียดจากการทำงาน


สุขภาพ การทำงานเป็นสาเหตุให้คนเราเกิดความเครียดได้เสมอ และเมื่อเกิดความเครียดแล้ว แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป บางคนอาจปวดศีรษะ ไมเกรนกำเริบ บางคนท้องอืดเฟ้อ บางคนหงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย บางคนกัดหรือฉีกเล็บ บางคนนั่งเขย่าขาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้รีบผ่อนคลายความเครียดได้แล้ว ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. งดกาแฟถ้วยที่ 2 – ดื่มกาแฟวันละ 1 แก้วดีต่อสุขภาพ แต่หากดื่มเป็นแก้วที่ 2 คาเฟอีนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 16 ครั้งต่อนาที ทำให้รู้สึกใจสั่นและมีความกังวลเพิ่มขึ้น

2. หามุมสงบ-ฟังเพลง – ฟังเพลงเบาๆ โดยเฉพาะเพลงแนวสบายๆทั้งเสียงบรรเลงดนตรีและเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น น้ำตก นกร้อง จะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์

3. หลับตาผ่อนคลาย – การรักษาสมดุลแห่งความเครียด คือ การฝึกจิตง่ายๆ ครั้งละ 10 – 15 นาที เช้าและเย็น ด้วยการนั่งท่าสบายๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่วางไขว้กัน หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย เพื่อผ่อนคลายง่ายๆและพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์

4. เปลี่ยนอิริยาบถ – อาจย้ายที่นั่ง หรือลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมา มองโน่นมองนี่บ้าง เบี่ยงเบนความสนใจไปยังเรื่องอื่น ทำให้ลืมความเครียดไปชั่วขณะ ก่อนที่จะกลับมาทำงานอีกครั้งด้วยความคิดและมุมมองใหม่ ๆ

5. สูดกลิ่นหอม
 – กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดๆ ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ อย่างกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยตรงโต๊ะทำงานก็จะรู้สึกดีขึ้นได้
6. หนังสือบำบัด – หาหนังสือเล่มโปรด ที่อ่านแล้วรู้สึกสบายใจ มาไว้ใกล้มือ เครียดเมื่อไหร่หยิบมาพลิกอ่านสักหน้าสองหน้าแก้เครียด

7. มองออกไปไกล ๆ – หากที่ทำงานของคุณอยู่บนตึกสูง ให้มองผ่านกระจกออกไปไกล ๆ จะเห็นวิวโดยรอบ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลาย

8. สร้างอารมณ์ขัน – หลังจากทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลองชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันคุยเบาๆ จะช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกายและจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย (ฮอร์โมนคอร์ติซอล : ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด)

9. สร้างกำลังใจให้ตัวเอง – ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ก็ใช้เป็นบทเรียน แต่จงอย่างให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่มากดดันให้เครียดมากจนเกินไป

10. คิดในทางบวก – จำไว้ว่าการมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิตให้บ่อยขึ้น รวมถึงคิดถึงความปรารถนาดีของคนอื่นที่มีต่อเราก็จะช่วยให้เครียดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้นได้


ขอบคุณข้อมูลจาก Nextsteptv
Credit by Web:Mthai

7 ขั้นตอนหน้าหล่อใสได้ใจสาว


7 ขั้นตอนหน้าหล่อใสได้ใจสาว
ช่วงนี้อากาศร้อนมากแดดก็จัด ไปไหนก็เหงื่อแตก หน้ามัน จนรู้สึกรำคาญตัวเองบ้างไหมครับชาว Men.mthai บ้างคนเผลอๆ ก็เอามือปาดเหงื่อลูบหน้าทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ล้างมือ ในที่สุดหน้าเราก็เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ผลสุดท้ายที่ตามมาคือได้สิวเม็ดเป้งกลับบ้าน เฮ่อ..! เซ็ง ส่วนเพื่อนบางคนที่ชอบออกกำลังกายไม่ว่าจะกลางแจ้ง หรือเข้าฟิตเนส เสร็จแล้วต้องรีบทำความสะอาดร่างกายและผิวหน้าของเรานะครับ ก่อนที่สาวๆ จะมาทักเราว่าหน้าเธอไปทำอะไรมา

ครั้งนี้เราพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลผิวหน้ามาฝากเพื่อนๆ ถึงบางคนอาจจะพอรู้อยู่แล้วแต่เราก็ยังอยากย้ำให้ฟังอยู่ดีว่ามันมีวิธีอะไรบ้างในปัจจุบันที่สามารถดูแลสุขภาพผิวของคุณที่อันไหนคุณพอจะทำได้ก็นำไปปฏิบัติได้ครับ ซึ่งเราได้นายแบบ นายนิว นนเมศฐ์ พิธีกรรายการ MThai ข่าวภาคซ่าส์ , เวิร์คจริงเปล่า? และ Men Style ผู้ชายร้ายสาระทางช่อง Zaa Network มาเป็นแบบให้เราวันนี้ครับ 


ขั้นที่ 1 เพิ่มความชุ่มชื่นให้ใบหน้า
แน่นอนหนุ่ม men.mthai ทุกคนตื่นมาต้องล้างหน้าแปรงฟัน แต่มีวิธีไหนที่ทำให้หน้าสะอาดได้อย่างล้ำลึก(สำนวนเหมือนในโฆษณา555) ถ้าเราไม่บอกคุณจะรู้ไหมว่า เวลาที่คุณอาบน้ำอุ่นจากฝักบัวตอนเช้าเนี่ย ไอ้ไอน้ำที่ฟุ้งอยู่นั้นจะช่วยให้รูขุมขนคุณขยายเวลาล้างหน้าหน้าจะยิ่งสะอาดเข้าถึงทุกรู..ขุมขนจริงๆ
สำหรับคนที่ใช้โฟมล้างหน้ามันก็มีให้เลือกหลายแบบไม่ว่าจะเป็นแบบสครับขัดๆ ถูๆ ไอ้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว หรือคลีนเซอร์โฟมต่างๆ ควรเลือกให้ถูกกับสภาพผิวของคุณด้วยจากนั้นซับหน้าให้หมาดๆ แล้วทาครีมบำรุงตามก็ได้ โดยเฉพาะคนที่ใช้ประเภทเม็ดบีทสครับล้างหน้า เนื่องจากถ้าคุณขัดเซลล์ผิวเก่าออกไปแล้ว น้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าตามธรรมชาติของคุณมันจะหายไปด้วยเพราะฉะนั้น ควรทาครีมบำรุงตามด้วยจะดีกว่า
ขั้นตอนที่ 2 ดูแลอย่าให้เหี่ยว
ระวังนะหนุ่ม men.mthai คนไหนหน้าแห้งมากๆ ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลหน้าจะโทรมง่าย ทำไมนะเหรอ ก็เพราะหน้าคุณขาดน้ำมันที่ช่วยหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาตินะซิ รอยย่น รอยเหี่ยว ริ้วรอยต่างๆ มันก็มาง่ายเลยล่ะ ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัยยิ่งควรทาครีมบำรุงทุกวัน หลังอาบน้ำเสร็จก็ทาเลยนะตอนเช้า ถ้าระหว่างวันหน้ายังแห้งอยู่ก็ทาเพิ่มได้ เช่น หลังเล่นฟิตเนสมาอาบน้ำเสร็จก็ทาไปเลย
ขั้นตอนที่ 3 ดูแลรอบดวงตา
ใต้ตาคล้ำเป็นแพนด้า แถมมีถุงใต้ตาอีกต่างหาก อย่ามาอ้างว่าอ่านหนังสือดึก ทำงานดึก หนุ่ม men.mthai ส่วนใหญ่ที่เล่นเกมส์ ดูคลิปวีดีโอหรือมัวแต่เซิร์สหารูปสาวๆใน Picpost จนเช้า 555 รู้ทัน กรุณาฟัง ว่าไอ้ถุงใต้ตาของคุณบางคนก็เป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งปกติผิวหนังใต้ดวงตา เป็นส่วนที่บางที่สุดในร่างกาย เราจึงเห็นเส้นเลือดตรงนั้นชัดมากๆ เมื่อไหร่ที่อายุเพิ่มถุงใต้ตาก็จะย้อยเส้นเลือดก็จะแตก รอยคลำมันก็ชัดขึ้นๆ จนเรากังวล ใครที่ไม่เคยใช้ อายครีม เลยก็ต้องทำความรู้จักกับมันบ้างเดี๋ยวนี้สำหรับผู้ชายก็มีขายเยอะแยะ แตะเบาๆ รอบดวงตา อย่าถูแรง วันละครั้งก่อนนอนโอเคเปล่า? ครีมพวกนี้มันมีคาเฟอีนที่ช่วยกระชับผิวและปกปิดรอยช้ำ ส่วนผสมของเซรั่มก็จะมีวิตามิน A C และ E ช่วยคืนความชุ่มชื่นให้ผิวรอยช้ำดูจางลง แต่ถ้าคุณสูบบุหรี่จัดเลิกคิดเลย ยังไงก็ไม่ได้ผลแน่ เพราะบุหรี่เป็นตัวทำลายผิวตัวยง ยิ่งทำให้ผิวคล้ำชัดหนักกว่าเดิมครีมชนิดไหนก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้าคิดจะป้องกันให้ถูกวิธีกลับคืนสู่สามัญคือ อย่านอนดึกจะดีกว่า พักผ่อนให้เพียงพอนอนให้สบายนั่นแหละดีสุด
ขั้นตอนที่ 4 อย่าทำหน้ามันๆ
รู้ว่าคุณคงไม่อยากทำหน้ามันๆ แต่มันมันของมันเอง แค่ประโยคแรกคำว่า มัน มันก็เยอะแล้ว ช่วยลดความมันลงหน่อยเถอะ ถ้าใครใช้ครีมบำรุงอยู่แล้วก็ต้องเลือกแบบไม่มีออยล์เป็นส่วนผสม ถ้าหน้ามันยังไม่หายมันล่ะก็ ต้องใช้สบู่หรือโฟมควบคุมความมันแบบในโฆษณา เพราะมีส่วนผสมที่เรียกว่ากรดลิไซลิคที่ เอาอยู่ แต่ถ้าหน้ามันเกินเยียวยาจนสิวเริ่มมา มีวิธีบ้านๆ แนะนำคือเอาหน้าไปอังน้ำอุ่นในชามพอโดนไอ โดนละอองน้ำ รูขุมขนก็จะเปิดกว้างและทำการมาร์คหน้าสักอาทิตย์ละ  1 ครั้งก็จะดีขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 เอาสิวออกไป
หนุ่ม Men.mthai ที่วันๆ นั่งอยู่หน้ากระจกตั้งหน้าตั้งตาบีบสิว จนสิวอักเสบไปกันใหญ่ช่วยฟังทางนี้ บางคนเชื่อว่าล้างหน้าวันละหลายๆรอบแล้วจะดีขอบอกว่าผิดหรือ ล้างหน้าแค่ครั้งเดียวอย่าล้างบ่อยแล้วสิวจะหาย ก็ไม่จริง เพราะเรื่องจริงอยู่ที่ยิ่งผิวระคายเคืองมาก สิวก็มีมากต่างหาก เพราะฉะนั้นควรเราต้องแก้ที่ต้นเหตุควบคุมความมันและขจัดสิ่งโสโครกที่มีความเสี่ยงต่อใบหน้าของคุณไม่ว่าจะผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน หรือมือก่อนที่จะสัมผัสใบหน้าต้องสะอาด อีกวิธีหนึ่งทุ่นแรงโดยการล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อนๆ เช้าเย็น เป็นประจำก็ช่วยลดปริมาณสิวได้
ขั้นตอนที่ 6 ขจัดเซลล์ผิว
วัฏจักรของผิวก็เหมือนสิ่งมีชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย หากเราขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนใสก็จะมาแทนที่ถ้าเราทำเองที่บ้านต้องทำให้ถูกวิธีเพราะ เสี่ยงต่อการทำลายความสมดุลย์บนใบหน้าได้
คนผิวแห้ง ต้องขัดเซลล์ผิวด้วยกรดไกลโครลิค เพราะจะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผิวของคุณ
คนผิวมัน ขจัดเซลล์ผิวด้วยไตรโคโรอะซีติค และกรดซาลิไซลิค เพราะดูดเอาความชุ่มชื้นที่มากเกินออกไป สูตรขจัดเซลล์ผิวที่เราทำที่บ้านความเข้มข้นของกรดจะประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปตามสถาบันดูแลผิวพรรณเค้าจะใช้กรดทีเข้มข้นสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าไปขัดเซลล์ผิวมาอย่าพึ่งไปโกนหนวดโกนเคราเด็ดขาด
ขั้นตอนที่ 7 เยอะไปจะดีเหรอ
ก็ที่พูดไปทั้งหมด 6 ขั้นตอนมันเยอะแยะมากมายอะไร ยุ่งยาก ขี้เกียจทำ แค่อ่านมาถึงตอนนี้ยังขี้เกียจทำจริงทุกขั้นตอนไหนจะล้างไหนจะครีมบำรุง ขัดผิวอีก โกนหนวดก็ต้องนั่น ก่อนนอนก็ต้องนี่ เชื่อเถอะว่าที่อุตส่าห์หาข้อมูลมาน่ะหวังดีจริงๆ แต่คุณจำเป็นต้องทำทุกอย่างเลยหรือเปล่า ผมก็ต้องบอกว่าแล้วแต่ 555 เพราะผมเองยังทำแค่บางข้อเหมือนเพื่อนๆ นั่นแหละ สุดท้ายก็เหลือแค่โฟมล้างหน้าดีหน่อยก็ทาครีมบ้าง ก่อนนอนถ้าไม่ลืมทาใต้ตา เอ่อ ถ้าไม่ขี้เกียจแค่เนี่ยก็พอแล้วครับ
สุดท้ายนี้เพื่อนๆ อย่าลืมดูแลสุขภาพร่างกายด้วยนะครับ เพราะอากาศบ้านเรารู้ๆ กันอยู้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนเดี๋ยวแดด จริงๆ แล้วสุขภาพผิวที่ดีต้องออกมาจากภายในทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองด้วย แค่นี้เพื่อนๆ ก็จะดูดีจนสาวรักสาวหลงกันแล้วครับ ^_^

ขอบคุณข้อมูลจาก Web:Mthai
Model : นิว นนเมศฐ์
Photo : Covinus